หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247-252
มาตรา 247 การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อ ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษา หรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาพิจารณา วินิจฉัยคำร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
มาตรา 248 คำร้องตามมาตรา 247 ให้พิจารณาและวินิจฉัยโดยองค์คณะผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ซึ่งประกอบด้วยรองประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกอย่างน้อยสามคน
การวินิจฉัยให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้บังคับตามความเห็น ของฝ่ายที่เห็นควรอนุญาตให้ฎีกา
มาตรา 249 ให้ศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาตามมาตรา 247 ได้ เมื่อเห็น ว่าปัญหาตามฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย
ปัญหาสำคัญตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน
(๒) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกัน หรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา
(๓) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มี แนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน
(๔) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ขัดกับคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึง ที่สุดของศาลอื่น
(๕) เพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย
(๖) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา
ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามวรรคสอง (๖) เมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
มาตรา 250 หลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณาวินิจฉัยและ ระยะเวลาในการพิจารณาคำร้องตามมาตรา 247 การตรวจรับฎีกา การแก้ฎีกา การพิจารณา และ การพิพากษาคดี รวมทั้งการสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียม ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา
ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ใหญ่ศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา 251 ในคดีที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่มีแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย หาก ศาลฎีกาเห็นว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ศาลฎีกาจะ มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายนั้นและยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้น แล้วมีคำสั่งให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี ทำคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ภายใต้กรอบคำ วินิจฉัยของศาลฎีกาก็ได้
มาตรา 252 ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 250 กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มีปัญหาเกี่ยวกับคดีติดต่อน้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท. 64 ที่
(091 8713937) หรือ อีเมล์ pongrut.ku40@gmail.com นะครับ
หมายเหตุ PSTHAILAW
A เมื่อปี 2558 ได้มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ขึ้นใหม่ โดยบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด (มาตรา 244/1) และ กำหนดหลักเกณฑ์การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา (มาตรา 247) เท่านั้น โดยมีหลักเกณฑ์การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตั้งแต่มาตรา 247 วรรคสองถึงมาตรา 252
โดยสรุป ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้เปลี่ยนระบบการฎีกาจาก “ระบบสิทธิ” เป็น “ระบบอนุญาต” โดยศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดได้ใช้ทรัพยากรในการพิจารณาคดีที่มีความสำคัญต่อระบบกฎหมายในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ โดยหลักถือว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ทุกคดีให้เป็นที่สุด (มาตรา 244/1) ส่วนการฎีกาจะกระทำได้ ต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเท่านั้น
B ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2564 (ท่านเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา 24/2/2564)
ข้อ 6 การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยต้องแสดงถึง
ข้อ 13 ปัญหาสำคัญอื่นตามมาตรา 249 วรรค 2 (6) ได้แก่
ทนายศักดิ์ชาย ทุ่งโชคชัย น.บ.ท.59 โทร.(097 2590623) สืบค้นแล้วมีข้อมูลดังนี้
C หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ฎีกา (มาตรา 249)
ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาก็ต่อเมื่อเห็นว่า ปัญหาตามฎีกาเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย (มาตรา 249 วรรคหนึ่ง)
ปัญหาสำคัญตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกรณีต่อไปนี้
(มาตรา 249 วรรคสอง)
C1 นอกจากนี้ ประธานศาลฎีกาได้ออกข้อกำหนดโดยความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาสำคัญอื่นในข้อ 13 ฉบับที่ 2 (ปี 2564) ไว้ดังนี้
ข้อ 13 ปัญหาสำคัญอื่นตามมาตรา 248 วรรคสอง (6) ได้แก่ กรณีดังต่อไปนี้
ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น (มาตรา 249 วรรคสี่) สังเกตว่ากรณีที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกา ให้ถือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์มีผลเป็นที่สุดย้อนหลังนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ มิใช่นับแต่วันที่อ่านคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา
D ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาคดีแพ่ง
ป.วิ.พ. มาตรา 250 วรรคสอง บัญญัติว่าข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 250 วรรคหนึ่ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ บัดนี้ประธานศาลฎีกาได้ออกข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง (ประกาศราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558) มีสาระสำคัญ ดังนี้
D1 การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา (ข้อ 6.7)
การบรรยายคำร้องฯ (มาตรา 6) (ฉบับที่ 2 ปี 2564)
การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยต้องแสดงถึง
ข้อสังเกต การขออนุญาตฎีกากระทำได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คำร้องต้องระบุปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในประเด็นที่ประสงค์ขออนุญาตฎีกา และปัญหาที่ขออนุญาตนั้นเป็นปัญหาสำคัญซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย
หลักเกณฑ์การยื่นคำร้องฯ (ข้อ 7)
ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกา โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา หรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับคำฟ้องฎีกานั้นด้วย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (ข้อ 7 วรรคหนึ่ง)
ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกา กรณีเช่นว่านี้ ให้องค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกาโดยสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหากมี ให้แก่ผู้ร้อง (ข้อ 7 วรรคสอง)
ข้อสังเกต
1. ผู้ร้อง (ผู้ฎีกา) ต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาซึ่งต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 247
2. ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับคำฟ้องฎีกานั้นด้วย
3. หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 หรือข้อ 2 ศาลชั้นต้นต้องรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกาไม่ได้เพราะไม่มีอำนาจ
D2 อำนาจศาลชั้นต้นในการตรวจคำร้อง คำฟ้องฎีกา และมีคำสั่ง (ข้อ 8)
ข้อ 8 ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกา และมีคำสั่งตามมาตรา 18 หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาดังกล่าวพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป
กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าองค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นถูกต้องให้มีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา หรือถ้าไม่มีคำร้องก็ให้สั่งไม่รับฎีกาและสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหากมี ให้แก่ผู้ร้อง
ข้อสังเกต ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาข้อนี้ให้อำนาจศาลชั้นต้นในการตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาและมีคำสั่งตามมาตรา 18 หมายความว่ากรณีคำร้องหรือคำฟ้องฎีกาอ่านไม่ออก หรืออ่านไม่เข้าใจหรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไปหรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระ หรือไม่วางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้คืนคำร้องหรือคำฟ้องฎีกานั้นให้ไปทำมาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 18 วรรคสอง
แต่ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องหรือคำฟ้องฎีกา แต่ศาลชั้นต้นต้องรีบส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป (ข้อกำหนดฯ ข้อ 8 วรรคหนึ่ง) โดยศาลฎีกาต้องมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ไม่รับฎีกา ถ้าไม่มีคำร้อง ก็มีคำสั่งไม่รับฏีกาและสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด ถ้าหากมี ให้แก่ (ข้อกำหนดฯ ข้อ 8 วรรคสอง)
บทบัญญัตินี้แตกต่างจากการตรวจรับอุทธรณ์ กล่าวคือเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการตามมาตรา 18 แล้ว หากผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้
D3 การขอขยายระยะเวลาในชั้นฎีกา (ข้อ 9)
ข้อ 9 ในกรณีมีการขอขยายระยะเวลาใด ๆ เช่น การยื่นคำร้องหรือคำฟ้องฎีกา หรือการชำระหรือวางเงินตามข้อ 7 หากศาลชั้นต้นเห็นสมควรอนุญาตให้ขยาย ให้ศาลชั้นต้นสั่งตามที่เห็นสมควร หากจะไม่อนุญาตให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องขอขยายระยะเวลาพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็วต่อไป
ข้อสังเกต การขอขยายระยะเวลาตามข้อ 9 นี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรา 23 แต่ศาลชั้นต้นคงมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เท่านั้น หากจะไม่อนุญาตศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องขอขยายระยะเวลาพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาพิจารณาสั่ง กล่าวคือ ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาไม่ได้นั่นเอง
D4 การส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาไปศาลฎีกา (ข้อ 10)
ข้อ 10 เมื่อศาลชั้นต้นได้ตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาตามข้อ 8 แล้ว ให้รีบส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกานั้นให้คู่ความอีกฝ่ายแล้วส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาและสำนวนความไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว ทั้งนี้ ไม่จำต้องรอคำคัดค้านของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาด้วย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวแก่คำร้องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วจึงส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาของคู่ความทุกฝ่ายไปยังศาลฎีกาในคราวเดียวกัน
ถ้ามีการยื่นคำคัดค้านภายหลังที่ได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ก็ให้ส่งคำคัดค้านนั้นไปยังศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องนั้นไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและห้ามมิให้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา ทั้งนี้ ไม่กระทบถึงอำนาจในการสั่งงดการบังคับคดีหรือถอนการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
D5 การขอแก้ไขคำร้องฯ คำฟ้องฎีกา (ข้อ 11)
ข้อ 11 การขอแก้ไขคำร้องหรือคำฟ้องฎีกาให้กระทำได้ภายในกำหนดระยะเวลาตาม มาตรา 247 วรรคสอง หรือตามที่ศาลมีคำสั่งให้ขยายออกไป กำหนดเวลาพิจารณาคำร้องฯ (ข้อ 12)
ข้อ 12 การพิจารณาคำร้องตามาตรา 248 องค์คณะผู้พิพากษาพึงพิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับสำนวน หรือตามระเบียบของประธานศาลฎีกา
D6 การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา
ตามข้อกำนดของประธานศาลฎีกาฯ ไม่ได้กล่าวถึงการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาว่าให้เป็นอำนาจของศาลฎีกาสั่งหรือไม่ จึงเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่ง (มาตรา 156) กล่าวคือ ก่อนส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาไปยังศาลฎีกา ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาก่อนแล้ว จึงรวบรวมส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำฟ้องฎีกาต่อไป
กรณีศาลชั้นต้นยกคำร้องหรืออนุญาตบางส่วน หากผู้ขอจะอุทธรณ์คำสั่งนั้น ต้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด (มาตรา 156/1 วรรคสี่) ไม่ใช่อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา
ทนายนุ้ย สุพรรณี สนมศรี น.บ.ท.71 โทร. (082 5422249) สืบค้นแล้วมีข้อมูล ดังนี้
ปัญหาสำคัญอื่นตามาตรา 249 วรรคสอง (6)
ข้อ 13 ปัญหาสำคัญอื่นตามมาตรา 249 วรรคสอง (6) ได้แก่ กรณีดังต่อไปนี้
(1)คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ
(2) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย
F กรณีอนุญาตให้ฎีกาและการดำเนินการภายหลัง (ข้อ 14)
ข้อ 14 ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า ปัญหาตามคำร้องทั้งหมดหรือบางข้อเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา และสั่งรับฎีกาทั้งหมดหรือบางข้อไว้พิจารณาแล้วส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความฟัง
จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำสั่งและภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยฎีกายื่นคำแก้ฎีกาหรือนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำแก้ฎีกาได้สิ้นสุดลงให้ศาลชั้นต้นส่งคำแก้ฎีกาไปยังศาลฎีกาหรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้ฎีกา เมื่อศาลฎีกาได้รับคำแก้ฎีกาหรือแจ้งความเช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลงสารบบความโดยพลัน
การขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาให้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคสองและให้นำความในข้อ 9 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
G กรณีไม่อนุญาตให้ฎีกาและการดำเนินการภายหลัง (ข้อ 15)
ข้อ 15 ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า คำร้องมิได้ปฏิบัติตามข้อ 6 หรือปัญหาตามคำร้องทั้งหมดมิใช่ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้มีคำสั่งยกคำร้อง และไม่รับฎีกาแล้วส่งสำนวนความคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งให้คู่ความทราบโดยเร็ว
คำสั่งที่ไม่อนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้แสดงเหตุผลโดยย่อ และให้องค์คณะผู้พิพากษามีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่ผู้ร้องได้ตามที่เห็นสมควร
ทนายปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 (085-146 3778) สืบค้นแล้วมีข้อมูล ดังนี้
H อำนาจของศาลชั้นต้นในการตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกา
อำนาจของศาลชั้นต้นในการตรวจและการสั่งคำฟ้องฎีกา แตกต่างจากการตรวจและการสั่งคำฟ้องอุทธรณ์ กล่าวคือ การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา (มาตรา 247 วรรคหนึ่ง)
การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาวินิจฉัยคำร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว (มาตรา 247 วรรคสอง) จากบทบัญญัตินี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งรับคำฟ้องฎีกาหรือไม่รับคำฟ้องฎีกา แต่เป็นอำนาจศาลฎีกาพิจารณาสั่ง
ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 ข้อ 8 ศาลชั้นต้นยังมีอำนาจตรวจคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำฟ้องฎีกาและมีคำสั่งตาม มาตรา 18 หมายความว่าหากศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องฎีกามีข้อบกพร่องประการต่าง ๆ ตาม มาตรา 18 วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้แก้ไขภายในเวลาที่กำหนดเสียก่อน หากผู้ร้อง (ผู้ฎีกา) ไม่ปฏิบัติตามศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งไม่รับฎีกา แต่ต้องส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป (ข้อกำหนดฯ ข้อ 8 ตอนท้าย)
โดยสรุปในชั้นฎีกาศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งรับหรือไม่รับคำฟ้องฎีกา แต่เป็นอำนาจของศาลฎีกาเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่ง
ทนาย Aum ปิยะอัมพร สุกแก้ว โทร. (061 056 9514) สืบค้นแล้วมีข้อมูล ดังนี้
I การนำบทบัญญัติในชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับในชั้นฎีกา (มาตรา 252)
ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 250 กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เช่น ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะฎีกาได้นั้น ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง หากเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ก็เป็นฎีกาไม่ชอบ แม้คู่ความจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาศาลฎีกาก็ไม่อาจวินิจฉัยได้ (ดูฎีกาที่ 360/2563 ดูในมาตรา 247)
ฎีกาที่ 262/2563 จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลดค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วม การที่จำเลยกลับฎีกาในปัญหาการกำหนดค่าสินไหมทดแทนขึ้นมาอีกจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นมาอีก จึงเป็นฎีกาในข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
ฎีกาที่ 4215/2563 เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในมูลแห่งคดีอันเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่จำเลยที่ 2 เป็นคู่ความร่วมกันได้ให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความไว้ การดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยจำเลยที่ 2 ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 59(1) และแม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา แต่เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่
PsThaiLaw นำเนื้อหามาจากหนังสือ วิ.แพ่งพิสดาร ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์เพื่อเป็นความรู้กฎหมาย สู่ประชาชน
ติดต่อ ทนายศักดิ์ชาย ทุ่งโชคชัย น.บ.ท.59 โทร.(097 2590623)
ติดต่อ ทนายวิเชียร สุภายุทธ น.บ.ท.65 โทร.(081 4559532)
ติดต่อ ทนายนุ้ย สุพรรณี สนมศรี น.บ.ท.71 โทร. (082 5422249)
ติดต่อ ทนายพีระพล กนกเกษมโรจน์ โทร. (086 1044545)
ติดต่อ ทนายหนูเพียร สามนต์ โทร. (093 2591669)
ติดต่อ ทนาย อัม ปิยะอัมพร สุกแก้ว โทร. (061 056 9514)
ติดต่อน้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ โทร. (091 8713937)

© 2015 All Rights Reserved