PS 10/2565 ข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย มี 2 กรณี

     

หลักกฎหมาย   พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118

มาตรา 118 ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปีให้จ่ายไม่น้อย กว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับ ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(2 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับ ค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับ ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย สามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(6)  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงาน ต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึง กรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น

การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานใน โครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน  หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จ ภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง

 

มีปัญหาเกี่ยวกับคดีติดต่อน้าสิด  ทนายพงศ์รัตน์  รัตนพงศ์  น.บ.ท. 64  ที่  

(091 8713937)  หรือ อีเมล์ pongrut.ku40@gmail.com  นะครับ

 

หมายเหตุ  PSTHAILAW

1.  คำถามที่น้อง ๆ สอบถามทนายกันบ่อยอีกคำถามหนึ่ง คือ สัญญาจ้างได้กำหนดให้มีระยะเวลาทดลองงานช่วงระยะเวลาหนึ่ง  ก่อนจะบรรจุเป็นพนักงานประจำ  หากนายจ้างอ้างเหตุว่าไม่ผ่านช่วงโปรหรือไม่ผ่านการทดลองงาน เพื่อไม่ให้ทำงานต่อไป หรือเลิกจ้าง กรณีใด หรือต้องอย่างไรที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย บ้างครับ

2.  สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดเวลานั้น  คืออย่างไร หรือต้องเป็นกรณีอย่างไร ที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

3.  น้อง ๆ วิศวกร ที่ทำงานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย 3 ท่าน และแฟนของอาจารย์ชาวต่างประเทศที่มาสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทยได้สอบถามเรื่องนี้มาทางอีเมล์ น้าสิดเห็นว่า เป็นคำถามที่น่าสนใจ บทความนี้ทนายความหลายคน จึงช่วยกันสืบค้นและลงเนื้อหาเพิ่มเติมจากเรื่องราวในบทความ  PS8/2022  ที่ออกอากาศไปก่อนหน้านี้แล้วครับ

4.ข่าวนางเอกแตงโมตกเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคงเป็นข่าวดังที่สุดของเมืองไทยในเดือนมีนาคม2565

 

ทนายนุ้ย สุพรรณี  สนมศรี  น.บ.ท.71    โทร. (082 5422249)  สืบค้นแล้วมีข้อมูล ดังนี้

มีข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย  2 กรณี คือ

1.  กรณีแรก ลูกจ้างซึ่งมีระยะเวลาในการทำงานน้อย   หมายถึง  ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วไม่ครบ 120 วัน

2.  กรณีที่สอง ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น  ลูกจ้างประเภทดังกล่าวนายจ้างจะทำสัญญาจ้างกันไว้เป็นหนังสือตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้างกำหนดวันที่เริ่มจ้างว่าเป็นวันที่เท่าใดเดือนใดปีใดและกำหนดวันที่สิ้นสุดการจ้างไว้ว่าเป็นวันที่เท่าใดเดือนใดปีใด  ซึ่งสัญญาจ้างที่จะมีผลทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยโดยจะต้องเป็นสัญญาจ้างที่ให้ลูกจ้างทำงานประเภทหนึ่งประเภทใดใน 3 ประเภทดังต่อไปนี้ คือ

          2.1  ทำงานตามโครงการ  ซึ่งงานตามโครงการนั้นต้องไม่ใช่งานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างโดยมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน

          2.2  ทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว  ซึ่งมีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน

          2.3  ทำงานที่เป็นไปตามฤดูกาล  ซึ่งได้จ้างในช่วงระยะเวลาของฤดูกาลนั้น

งานทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวจะต้องแล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี

          ลูกจ้างที่ได้รับการว่าจ้างตามสัญญาประเภทดังกล่าวแม้จะทำงานเกิน 120 วัน  เมื่อนายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา  นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้

 

ทนายน้อย ปราธูป  ศรีกลับ  น.บ.ท.64  (085-146 3778) สืบค้นแล้วมีข้อมูลดังนี้

A  ความหมายคำว่า  “งานนั้น”

          ประกาศกระทรวงมหาดไทย  เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสี่  เป็นเรื่องกำหนดประเภทของงานที่สามารถจะทำสัญญาจ้างโดยมีกำหนดเวลาจ้างไว้แน่นอน  นายจ้างได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่ทำสัญญาจ้างไว้นั้น  ซึ่งมีงานอยู่ 3 ประเภท แต่ในตอนท้ายของวรรคสี่ที่กำหนดประเภทของงานนั้น  ได้กำหนดไว้ด้วยว่าซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี คำว่า  “งานนั้น”   ย่อมหมายถึงงานทั้ง 3 ประเภทที่กำหนดไว้นั้นเอง  จะต้องแล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี  กำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ดังกล่าว  จึงหาได้หมายถึงระยะเวลาการจ้างที่นายจ้างทำสัญญาจ้างลูกจ้างไม่  หากหมายถึงระยะเวลาก็ต้องระบุไว้ในวรรคสาม  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้าง  การที่นำระยะเวลางานมากำหนดไว้ในวรรคสี่  จึงทำให้เห็นได้ว่าหมายถึงระยะเวลาของงานทั้ง 3 ประเภทนั่นเอง  เมื่องานที่นายจ้างต้องกระทำการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันมีระยะเวลา 3 ปี  ซึ่งเกินกว่า 2 ปี แม้จะเป็นงานในโครงการเฉพาะหรืองานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวนายจ้างก็ไม่ได้รับยกเว้นการจ่ายชดเชย  (ฎ.10260-10273/2539)

A1 คดี รับเหมาก่อสร้างทั่วไป

          จำเลยรับเหมางานก่อสร้างทั่วไปตามที่จะประมูลได้หมายความว่าการรับเหมางานก่อสร้างทุกชนิดเป็นงานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเกาะสีชังที่จำเลยประมูลได้เป็นงานก่อสร้างจึงเป็นงานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลย  ไม่อยู่ในข้อยกเว้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย  เรื่อง  การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสี่  ตามสัญญาว่าจ้าง  จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานตามโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเกาะสีชังระยะ  ที่ 1 ซึ่งแม้ตามสัญญาจ้างจะกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาจ้างไว้  แต่ข้อ 45 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่าในกรณีที่สัญญาสิ้นสุดตามกำหนดแต่โครงการยังไม่แล้วเสร็จ  จำเลยอาจพิจารณาต่อสัญญากับลูกจ้างตามความจำเป็นของงาน  ทั้งนี้จะได้ทำการตกลงกับลูกจ้างที่ได้รับการต่อสัญญาเป็นราย ๆ ไป  สัญญาจ้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นการว่าจ้างให้ทำงานในโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเกาะสีชังระยะที่ 1  ทั้งโครงการ  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้าง  หากโครงการยังไม่เสร็จก็มีการต่อสัญญากันได้อีก  เช่นนี้จึงไม่ใช่การจ้างให้ทำงานในลักษณะที่เป็นครั้งคราวตามประกาศกระทรวงมหาดไทย  เรื่อง  การคุ้มครองแรงงาน  ข้อ 46 (ปัจจุบันมาตรา 118)  (ฎ.114/2540)

B  ความหมายของคำว่า กำหนดเวลาจ้างแน่นอน

          สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน  หมายถึง  สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่นอนตั้งแต่แรกเมื่อเข้าทำสัญญากันว่าตกลงจ้างมีกำหนดระยะเวลานานเท่าใด  เมื่อครบกำหนดระยะเวลานั้นแล้วก็จะไม่มีการจ้างต่อไปอีก  นอกจากจำเลยตกลงจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 15 เดือนแล้ว  ยังมีข้อความต่อไปอีกว่า  “และสามารถต่ออายุสัญญาได้โดยการตกลงร่วมกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของโครงการ”  ดังนี้  เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 15 เดือนแล้วหากงานตามโครงการของจำเลยยังมีความต้องการจ้างโจทก์ต่อไปอีกจำเลยและโจทก์สามารถตกลงต่ออายุสัญญาคือขยายระยะเวลาการจ้างต่อไปอีกได้   งานตามโครงการของจำเลยจะหมดความจำเป็นที่จะจ้างโจทก์เมื่อใดไม่อาจกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนได้  การจ้างจะมีกำหนดระยะเวลาจ้างนานเท่าใดขึ้นอยู่กับความต้องการของโครงการซึ่งอาจมีต่อไปได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดความจำเป็น  การที่สัญญาดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาการจ้างช่วงแรกไว้เป็นเวลา 15 เดือนก็ถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนอันจะทำให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เมื่อเลิกจ้าง  (ฎ.1804/2540)

C  ความหมายคำว่า  “2 ปี”

          ประกาศกระทรวงมหาดไทย  เรื่อง  การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสี่  มีความว่า  “การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสาม... ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในไม่เกิน 2 ปี”  ข้อความที่ว่า งานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี  ย่อมหมายความว่า  เป็นงานทั้งหมดของนายจ้างต้องกระทำให้แล้วเสร็จใน 2 ปี  หาใช่หมายถึงระยะเวลาการจ้างที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างสำหรับลูกจ้างแต่ละคนไม่  (ฎ.1999/2540)

 

ทนายศักดิ์ชาย  ทุ่งโชคชัย    น.บ.ท.59 โทร.(097 2590623)  สืบค้นแล้วมีข้อมูลดังนี้

D1  หน้าที่เดิมก่อนและหลังเกษียณ มิใช่ครั้งคราว

          หลังจากลูกจ้างเกษียณอายุการทำงาน  นายจ้างได้ทำสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทำงานอีก 1 ปี ในหน้าที่เดิม  งานที่ทำทั้งก่อนและหลังเกษียณเป็นงานในลักษณะเดียวกัน  และเป็นงานปกติของธุรกิจนายจ้าง  จึงมิใช่งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน  อันจะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย  ลูกจ้างจึงมิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนอันจะเลิกจ้างโดยมิต้องจ่ายค่าชดเชยได้  (ฎ.4531/2541)

          D2  เลิกจ้างก่อนได้ ไม่เป็นการจ้างที่แน่นอน

          สัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน  ซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม  จะต้องเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดสัญญาเอาไว้แน่นอนไม่การเปลี่ยนแปลงและจะต้องเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นด้วยประกอบกับกฎหมายเรื่องค่าชดเชยเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจะดูเจตนาของคู่สัญญาประกอบด้วยไม่ได้  เมื่อสัญญากำหนดให้ลูกจ้างและนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างเมื่อใดก็ได้โดยบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 2 เดือน  สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน  ทั้งนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดสัญญา  จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายดังกล่าว  (ฎ.5180/2542)

          D3  ตกลงกันใหม่ได้ ถือว่าไม่แน่นอน

          สัญญาจ้างที่ระบุว่า  “สัญญาฉบับนี้มีระยะเวลา 24 เดือน  จากวันเริ่มจ้างจริง  แต่อาจจะมีการทำข้อตกลงกันใหม่ก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดโดยเป็นที่ยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย”  ข้อความที่ว่า  “แต่อาจจะมีการทำข้อตกลงกันใหม่ก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดโดยเป็นที่ยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย”   เป็นข้อตกลงการจ้างที่มีเงื่อนไขที่นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงจ้างกันต่อไปได้  ถือได้ว่าเป็นการจ้างที่มิได้กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน  (ฎ.6767-6769/2542)

          D4  บอกเลิกเมื่อใดก็ได้ ถือว่าไม่แน่นอน

          สัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างเมื่อใดก็ได้  โดยบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน  ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน  (ฎ.10432/2540)

          D5  ต่อสัญญาเดือนต่อเดือน  ถือว่าไม่แน่นอน

          เมื่อลูกจ้างแต่ละคนทำงานครบกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างแล้ว  นายจ้างยังได้ทำสัญญากับลูกจ้างแต่ละคนต่อไปอีกเดือนต่อเดือน  จนบริษัทผู้ว่าจ้างเหมาไม่ได้จ้างให้นายจ้างกับลูกจ้างเข้าไปทำงานอีก  นายจ้างจึงเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าว  ถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน  และนายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น  ตามมาตรา 118 (ฎ.7578-7591/2548)

 

ทนายฟิว กาญจนภัสส์  เตชาพุฒิพงศ์  น.บ.ท.70  (092-874 7847) สืบค้นแล้วมีข้อมูลดังนี้

E  การวินิจฉัย กรณีอื่น ๆ

          E1 กรณี ครูกับอาจารย์

          เมื่อจำเลยจ่ายเงินเพิ่มตามวุฒิเข้าบัญชีโจทก์ทั้งยี่สิบโดยใช้ฐานการคำนวณจากอัตราเดือนละ 900 บาท  เป็นเงินคนละ 12,222 บาท  แต่จำเลยได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักงานบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนไม่ถึงอัตราเงินเพิ่มตามวุฒิ  อีกทั้งจำเลยไม่ผูกพันต้องจ่ายเงินเพิ่มตามวุฒิในอัตราเดือนละ 900 บาท  แก่โจทก์ทั้งยี่สิบ  จำเลยชอบที่จะจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบตามสัดส่วนของเงินที่ได้รับ  การที่จำเลยจ่ายเงินอุดหนุนให้โจทก์ทั้งยี่สิบเกินส่วนที่ได้รับโดยนำเงินของจำเลยสมทบเพิ่มไปด้วยจึงเป็นการจ่ายโดยผิดหลง  จำเลยจึงชอบที่จะติดตามเอาเงินของจำเลยที่จ่ายสมบทเพิ่มคืน  จำเลยชี้แจงเหตุผลแก่โจทก์ทั้งยี่สิบและครูทั้งโรงเรียนแล้วเมื่อวันที่  31  สิงหาคม  2548  และวันที่  2  กันยายน  2548  ว่าจำเลยได้รับเงินอุดหนุนมาไม่พอ  การที่โจทก์ทั้งยี่สิบยังคงยืนยันร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยลักทรัพย์และยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลย  แสดงว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเป็นบุคคลไม่ยอมรับฟังเหตุผลและความคิดเห็นของผู้อื่น  ไม่เหมาะสมแก่การเป็นครู (อาจารย์)  ผู้สั่งสอนถ่ายทอดความรู้และจริยธรรมให้แก่นักเรียนผู้เป็นศิษย์ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบ  จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบโดยมีเหตุอันสมควร  ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

          กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 4 วรรคสองและมาตรา 6 กำหนดไว้ในข้อ (1) มิให้ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ  บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู  จำเลยเป็นนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน  โจทก์ทั้งยี่สิบเป็นครู (อาจารย์)  จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ  ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118  จึงไม่ถูกต้อง  ค่าชดเชยที่จำเลยต้องรับผิดจ่ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบต้องบังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนฯ (ฎ.2215-2234/2551)

 

ทนายพีระพล  กนกเกษมโรจน์  โทร. (086 1044545)  สืบค้นแล้วมีข้อมูลดังนี้

          E2  กรณั จ่ายตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน

          จำเลยประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน  โจทก์ทั้งสามเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาชาวต่างประเทศของจำเลย  ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550  มีผลใช้บังคับแล้วยังมิได้มีการออกกฎกระทรวง  ระเบียบและประกาศในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชย  ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542  ที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525    จึงนำมาใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 เท่านั้น  และเมื่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ  ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 35  แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ  ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2547  ซึ่งมีข้อความว่า  “ครูไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย  เพราะเหตุดังต่อไปนี้...(2)  ครูชาวต่างประเทศที่ออกเพราะเหตุที่ครบกำหนดตามสัญญาจ้างตามข้อ 8  วรรคหนึ่ง...”   โดยข้อ 8 วรรคหนึ่ง  มีข้อความว่า  “การขอแต่งตั้งหรือบรรจุครูต้องมีสัญญาต่อกันระหว่างผู้รับใบอนุญาตกับครูโดยจะกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่ได้  เว้นแต่ที่เป็นครูชาวต่างประเทศ”  นั้น แตกต่างจากหลักเกณฑ์ที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541  มาตรา 118  อันเป็นการให้ประโยชน์ตอบแทนแก่ครูโรงเรียนเอกชนน้อยกว่าที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกำหนด  ดังนั้น  ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ  ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 35  แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ  ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2547  ที่ออกตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525  จึงเป็นระเบียบที่ขัดกับ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง  ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสามได้

          ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสามตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550  โดยวินิจฉัยว่า  เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงต้องได้รับค่าชดเชยซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน  อันมีความหมายว่าสิทธิได้รับค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง  และมาตรา 166  ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542  ข้อ 32  การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่ให้แก่โจทก์ทั้งสามจึงหาใช่เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสามเพราะจำเลยเป็นนายจ้างซึ่งอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่  (ฎ.10089-10091/2559)

 

ทนายอัม  ปิยะอัมพร  สุกแก้ว  โทร.(061 056 9514) สืบค้นแล้วมีข้อมูลดังนี้

          E3  กรณี ทำสัญญายอมแล้ว ไม่มีอำนาจฟ้อง

          จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปี  เมื่อโจทก์อายุครบ 55 ปี  จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไป  เมื่อโจทก์อายุ 55 ปีเศษ  โจทก์ไปพูดกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าน่าจะให้โจทก์เกษียณอายุการทำงานได้แล้ว  และโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความระบุว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย  กล่าวคือ  เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและเป็นการกระทำที่เป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว โจทก์สัญญาว่าจะไม่ติดใจเรียกร้อง  ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก  จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอให้จำเลยเลิกจ้างและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ  โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต  โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง  (ฎ.7400/2557)

 

ทนาย ดวงพร  ยินดี     สืบค้นแล้วมีข้อมูลดังนี้

            E4  กรณี  ออกจากงานไปเอง

          โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน  ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านทำความสะอาดภายในโรงงานจำเลย  ในวันที่  5  พฤษภาคม  2548 ล. กรรมการบริษัทจำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานหลังสิ้นสุดเวลาทำงานตามปกติเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเก็บบัตรบันทึกเวลาทำงานของโจทก์ไว้และสั่งให้บอกโจทก์รออยู่ที่ป้อมบริเวณหน้าโรงงานในวันที่โจทก์มาทำงาน   ต่อมาในวันที่  6  พฤษภาคม  2548  โจทก์จะเข้าทำงานในช่วงเช้า  แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยยังไม่ให้เข้าโรงงานแต่ให้รออยู่จนเวลา 8.40 นาฬิกา  โจทก์จึงออกจากโรงงานไปปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน  แล้วกลับเข้าไปที่โรงงานอีกครั้งในเวลาประมาณ 16 นาฬิกา  พบ ส. หัวหน้าฝ่ายบุคคล ส. ขอให้โจทก์ทำงานต่อไป แต่โจทก์ไม่ตกลง ส. จึงนำใบลาออกมาให้โจทก์  แต่โจทก์ไม่ลงลายมือชื่อในใบลาออกให้นั้น  การที่ ล. จะแสดงความไม่พอใจต่อโจทก์และมีคำสั่งดังกล่าวซึ่งทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าทำงานในโรงงานตามปกติได้  ก็เพื่อให้โจทก์รออยู่และได้พบกับ ล. ก่อน  อันเป็นการใช้อำนาจทางการบริหารที่นายจ้างสามารถกระทำได้  แต่ในระหว่างที่โจทก์รออยู่นั้นโจทก์ได้ออกจากโรงงานไปเองโดยยังไม่ได้พบกับ ล. กรณีดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่า ล. ได้บอกเลิกจ้างโจทก์หรือมีการกระทำใดที่จะไม่  ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โดยเด็ดขาด  จึงไม่ใช่การเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสอง (ฎ.8589/2551)

 

PsThaiLaw  นำเนื้อหามาจากหนังสือ คดีแรงงานของ อาจารย์สมศักดิ์  เอี่ยมพลับใหญ่  มาเผยแพร่เป็นความรู้กฎหมาย สู่ประชาชน

 

ติดต่อ ทนายศักดิ์ชาย  ทุ่งโชคชัย     น.บ.ท.59      โทร.(097 2590623)

ติดต่อ ทนายวิเชียร  สุภายุทธ          น.บ.ท.65      โทร.(081 4559532)

ติดต่อ ทนายนุ้ย สุพรรณี  สนมศรี      น.บ.ท.71      โทร. (082 5422249)

ติดต่อ ทนายพีระพล  กนกเกษมโรจน์                    โทร. (086 1044545)

ติดต่อ ทนายหนูเพียร  สามนต์                             โทร. (093 2591669)

ติดต่อ ทนาย อัม  ปิยะอัมพร  สุกแก้ว                    โทร. (061 056 9514)

ติดต่อน้าสิด ทนายพงศ์รัตน์  รัตนพงศ์                   โทร. (091 8713937)