หลักกฎหมาย ป.พ.พ. 374 , 375 , 376
มาตรา 374 ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก ไซร้ท่านว่าบุคคลภายนอกมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้ ในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้น ตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่า จะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น
มาตรา 375 เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นตามบทบัญญัติแห่งมาตราก่อนแล้ว คู่สัญญาหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่
มาตรา 376 ข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาดังกล่าวมาในมาตรา 374 นั้น ลูกหนี้อาจจะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้จะได้รับประโยชน์จากสัญญานั้นได้
มีปัญหาเกี่ยวกับคดีติดต่อน้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท. 64
โทร. (091 8713937) หรือ อีเมล์ pongrut.ku40@gmail.com นะครับ

น้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ เห็นว่าคดีพิพาทเกี่ยวกับอาคารชุดนับวันจะมีมากขึ้น ที่เกี่ยวกับสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก คือฎีกาที่ 1412/2557 กับฎีกาที่ 9399/2559
ทนายอัม ปิยะอัมพร สุกแก้ว โทร. 061-561- 9514 เห็นว่า เป็นฎีกาเกี่ยวกับคดีที่เจ้าของอาคารชุดทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแต่ละห้องให้แก่ลูกค้าไปแล้ว ต่อมาโอนขายอาคารชุดทั้งโครงการให้แก่ผู้อื่น โดยมีข้อตกลงให้ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิเรียกร้อง และภาระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่เจ้าของเดิมมีต่อลูกค้าทุกราย ดังนี้ เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกโดยถือว่าลูกค้าผู้จะซื้อจะขายห้องชุดจากเจ้าของเดิมเป็นบุคคลภายนอก การที่ลูกค้าทวงถามให้ผู้รับโอนโครงการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ตนเป็นการแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว ผู้รับโอนจะต้องโอนห้องชุดให้แก่ลูกค้า ดูฎีกาที่ 1412/2557 , 9399/2559
ฎีกาที่ 1412/2557 สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทน ฐานะของโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 จะขายที่ดินพร้อมอาคารชุดรวมทั้งห้องชุดพิพาทด้วยแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และจะโอนหนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ก็จะใช้วิธีการแบบโอนสิทธิเรียกร้องธรรมดาตาม ป.พ.พ.มาตรา 306 หาได้ไม่ แม้จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้าผู้จองซื้อห้องชุดกับจำเลยที่ 1 ภายในเวลาที่กำหนดไว้แม้แต่รายเดียว ก็มีผลเพียงแค่จำเลยที่ 1 ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดเพราะหนี้เดิมมิได้ระงับไปเท่านั้น แต่ข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินพร้อมอาคารชุดพิพาทไปทั้งโครงการ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกค้าทุกรายรวมทั้งโจทก์ ก็ยังเข้าลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกรวมอยู่ด้วย การที่โจทก์เข้าถือเอาประโยชน์โดยการทวงถามให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่ตนด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว กรณีจึงต้องตามบทบัญญัติมาตรา 374 แห่ง ป.พ.พ. เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิเสธไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาทวงถาม ย่อมเป็นการผิดสัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะยกเรื่องที่ยังไม่ได้เปลี่ยนสัญญาจะซื้อจะขายมาปฏิเสธความรับผิดไม่ได้
ฎีกาที่ 9399/2559 จำเลยที่ 3 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและอาคารชุดพิพาททั้งโครงการมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ตกลงจะปฏิบัติการชำระหนี้แก่ลูกค้าที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจากจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนแล้วซึ่งรวมถึงโจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก กรณีจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 คู่สัญญาใหม่และจำเลยที่ 1 และที่ 2 คู่สัญญาเดิมแล้ว การที่จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา กลับนำเอาห้องชุดและอาคารชุดที่พิพาททั้งโครงการไปทำเป็นโรงแรมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ภายหลังได้รับโอนกรรมสิทธิ์ ย่อมถือเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหนี้ที่ตนต้องชำระแก่โจทก์และลูกค้ารายอื่น จำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจถือเอาประโยชน์ใด ๆ อันเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตของตนมาปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาต่อโจทก์ และแม้อาคารชุดพิพาทได้เปิดกิจการเป็นโรงแรมแล้ว ก็เป็นเพียงเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการใช้อาคารชุดเท่านั้น มิได้ทำการเปลี่ยนแปลงสภาพอาคารชุดและห้องชุดพิพาทให้ผิดไปจากเดิมจนไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้โจทก์ได้ ห้องชุดพิพาทจึงอยู่ในสภาพที่อาจโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ได้ และเมื่อโจทก์มีคำขอว่าในกรณีโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ประกอบกับวัตถุแห่งหนี้ที่โจทก์ขอให้บังคับชำระหนี้ด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ มีเพียงห้องชุดพิพาทเท่านั้น กรณีย่อมไม่อาจห้ามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เปลี่ยนแปลงและใช้ห้องชุดและอาคารชุดพิพาททั้งโครงการประกอบกิจการเป็นโรงแรมได้อีก
จำเลยทั้งสามต้องผูกพันตามสัญญาจะซื้อจะขาย ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อโจทก์ เพราะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก แต่จำเลยที่ 3 กลับมีหนังสือแจ้งผู้ซื้อรวมทั้งโจทก์ว่า จะปรับปรุงอาคารชุดทั้งหมดรวมห้องชุดพิพาทเป็นโรงแรม หลังจากที่จำเลยที่ 3 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากจำเลยที่ 1 ได้ไม่นาน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 จงใจละเลยไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาแต่แรก โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 213 และ 215 และเมื่อความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์เป็นกรณีไม่ได้เข้าใช้ประโยชน์ในห้องชุดพิพาท ซึ่งเป็นความเสียหายตามปกติที่ย่อมเกิดขึ้นจากการไม่ชำระหนี้ของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 222 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้
วันที่ 3 เมษายน 2563 ขณะที่ PsthaiLaw.com กำลังเรียบเรียงบทความนี้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศเคอร์ฟิว เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ตามภาพข้างล่าง

© 2015 All Rights Reserved