มีปัญหาเกี่ยวกับคดีติดต่อน้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท. 64
โทร (091 8713937) หรือ อีเมล์ pongrut.ku40@gmail.com นะครับ

ป.พ.พ. มาตรา 240 การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่
เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น
ทนาย ปิยะอัมพร สุกแก้ว (061 5619514) สืบค้นแล้ว มีหลักกฎหมาย ดังนี้
1. การฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 เจ้าหนี้ต้องฟ้องลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอก
เข้ามาเป็นจำเลยด้วยกันทั้งสองคน ศาลจึงจะมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ กรณีโจทก์ฟ้องลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกเป็นจำเลย
แต่ต่อมาศาลได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ออกจากสารบบความ ถือว่าลูกหนี้เป็นบุคคลภายนอกคดีแล้ว
ทำให้เหลือแต่ผู้ได้ลาภงอกเป็นจำเลยเพียงคนเดียว ศาลจึงไม่อาจพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้จึงต้องพิพากษายกฟ้อง
(ฎ.7247/2537 , 649/2539) และดู ฎ.2738/2550
2. กรณีมีการโอนทรัพย์ต่อไปยังบุคคลภายนอกแล้ว ก็ต้องฟ้องบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยด้วย ดู ฎ.2345/2540
หรือกรณีลูกหนี้หรือผู้ได้ลาภงอกถึงแก่ความตายไปแล้ว ก็ต้องฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกเข้ามาเป็นจำเลยแทน ดูฎีกาที่ 5444/2551
ฎีกาที่ 2738/2550 การเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมดังกล่าว
ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับแก่บุคคลภายนอกได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ มีผลให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา
ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาตามคำขอของโจทก์เพราะจะมีผลกระทบไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ (ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง)
ฎีกาที่ 5444/2551 การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตาม
ป.พ.พ. มาตรา 237 นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมคือลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลย
จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลก็ไม่มีผลผูกพันลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอก
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมที่ทำกับ อ. ลูกหนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำนิติกรรม
จำนองที่ดินกับจำเลยที่ 1 เป็นจำเลย มิได้ฟ้อง อ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย แม้ อ. ผู้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาท
ให้แก่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ อ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดี
3. การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอก (หรือผู้รับโอนทรัพย์) เป็นจำเลยก็เพียงพอแล้ว
แม้ต้องมีการเพิกถอนการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยก็ไม่จำต้องฟ้องเจ้าพนักงานเข้ามาเป็นจำเลยด้วย ดูฎีกาที่ 7597/2538
3.1 ข้อสังเกต ถ้าเจ้าหนี้ได้ฟ้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้และศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่า
ทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและยืนยันให้ยึด เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องยึดทรัพย์สินนั้นโดยไม่ต้องให้โจทก์ไปฟ้อง
ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ก่อน (ฎีกาที่ 638/2549)
4. นอกจากนี้ โจทก์ (เจ้าหนี้) ต้องบรรยายฟ้องด้วยว่าบุคคลผู้ได้ลาภงอกรู้ว่าผู้เป็นลูกหนี้ได้กระทำนิติกรรมทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็น
ทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบด้วย มิฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ดูฎีกาที่ 2997/2561
5. อายุความ ขอเพิกถอนการฉ้อฉล มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้รู้ต้นเหตุ อันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือภายใน 10 ปี
นับแต่ได้ทำนิติกรรม (มตรา 240)
5.1 ถ้าเจ้าหนี้ที่ฟ้องเพิกถอนมีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล หมายถึงการรู้ของอธิบดีซึ่งเป็นผู้แทนผู้แสดงเจตนาของกรม
ดูฎีกาที่ 2269/2543 , 743/2534
6. กรณีเจ้าหนี้ถึงแก่ความตายก่อนลูกหนี้ทำนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนได้
ผู้จัดการมรดกย่อมฟ้องขอให้เพิกถอนได้ภายใน 10 ปี ตามมาตรา 240 ตอนท้าย ดูฎีกาที่ 1074/2560
ฎีกาที่ 1074/2560 ส. เจ้าหนี้ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนวันที่จำเลยทั้งสี่ทำนิติกรรมที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส.
ฟ้องขอให้เพิกถอน ส. จึงมิอาจรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนได้ แม้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญา
ข้อหาโกงเจ้าหนี้โดยบรรยายฟ้องคดีอาญาว่าโจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลยทั้งสี่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 ก็ตาม
ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเจ้าหนี้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลในวันดังกล่าวกรณีต้องบังคับตามอายุความ 10 ปี
ตาม ป.พ.พ.มาตรา 240 ตอนท้าย โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557 ยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2547
อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยเสน่หา ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ
7. อายุความฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 240 หมายถึงการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่างลูกหนี้กับผู้ได้ลาภงอก
กรณีศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างลูกหนี้กับผู้ได้ลาภงอกแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้ได้ลาภงอกโอนที่ดินให้บุคคลภายนอกไปแล้ว
โจทก์ (เจ้าหนี้) ซึ่งเป็นการโอนโดยมิชอบและโจทก์ (เจ้าหนี้) ไม่อาจบังคับคดีได้ โจทก์จึงต้องฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนระหว่าง
ผู้ได้ลาภงอกกับบุคคลภายนอก ซึ่งมิใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ไม่อยู่ในบังคับอายุความตามมาตรา 240 แต่มีอายุความทั่วไป
กำหนด 10 ปี ตามมาตรา 193/32 ดูฎีกาที่ 392/2561
ฎีกาที่ 392/2561 คดีเดิมที่โจทก์ฟ้อง น. และจำเลยที่ 1 เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้เพิกถอนการฉ้อฉลเพราะการโอนที่ดินพิพาทของ น.
ให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของ น. เสียเปรียบซึ่งผลของคำพิพากษาคดีดังกล่าวมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทระหว่าง น.
และจำเลยที่ 1 ต้องถูกเพิกถอนและ น. ต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายเดิม สิทธิของโจทก์ซึ่งนำมาฟ้องคดีนี้จึงเกิดขึ้น
จากคำพิพากษาของศาลในคดีก่อนนั้นเอง เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องฟ้องคดีนี้เพื่อให้เป็นไปตามผลของคำพิพากษาคดีก่อน ซึ่งโจทก์ไม่อาจที่จะ
บังคับคดีในคดีก่อนได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้ว การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่ใช่
เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนการฉ้อฉล แต่เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทโดยมิชอบโดยอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาในคดีก่อน
อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 240 ย่อมนำมาใช้บังคับไม่ได้ แต่เป็นเรื่องการขอให้บังคับตามสิทธิที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษา
จึงต้องใช้อายุความตามมาตรา 193/32 คืออายุความ 10 ปี
PsthaiLaw.com (091 871 3937) เรียบเรียงบทความนี้ เพื่อเผยแพร่ความรู้กฎหมายสู่ประชาชน
จากเนื้อหาในหนังสือแพ่งพิสดาร ของอาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ติดต่อ ทนายปิยะอัมพร สุกแก้ว โทร. (061 5619514)
ติดต่อ ทนายวิเชียร สุภายุทธ น.บ.ท. 65 โทร. (081 4559532)
ติดต่อ ทนายนุ้ย สุพรรณี สนมศรี น.บ.ท. 71 โทร. (082 5422249)
ติดต่อ น้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท. 64 โทร. (091 8713937)

© 2015 All Rights Reserved