วันนี้ PS ThaiLaw.com ได้รับคำถามนี้ทาง E-mail : Pongrut.ku40@gmail.com
๐ น้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 091-871 3937
๐ พี่น้อย ทนายปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 085-146 3778
๐ พี่ชายน้อย ทนายศักดิ์ชาย ทุ่งโชคชัย น.บ.ท.59 061-576 8275
๐ พี่เอก ทนายขัตติยะ นวลอนงค์ น.บ.ท.62 096-815 2471
๐ พี่ป้อม ทนายพันศักดิ์ พัวพันธ์ น.บ.ท.64 084-333 6995
จึงช่วยกันเรียบเรียงบทความนี้เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน
ทนายสมปราถน์ ฮั่นเจริญ 081-9024557 เห็นว่า
1. เรื่องนี้ต้องดู ป.พ.พ. 237 - 240
มาตรา ๒๓๗ เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้
บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน
มาตรา ๒๓๘ การเพิกถอนดังกล่าวมาในบทมาตราก่อนนั้นไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอก อันได้มาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน
อนึ่งความที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าสิทธินั้นได้มาโดยเสน่หา
มาตรา ๒๓๙ การเพิกถอนนั้นย่อมได้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้หมดทุกคน
มาตรา ๒๔๐ การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น
2. ผู้จะขอเพิกถอนการฉ้อฉลได้ต้องเป็นเจ้าหนี้ ไม่ใช่ตัวผู้ทำนิติกรรม
ผู้ที่จะฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลต้องเป็นเจ้าหนี้ ไม่ใช่ตัวผู้ทำนิติกรรม ดูฎีกาที่ 261/2525 โดยอาจเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้ ดูฎีกาที่ 5207/2545 หรือเจ้าหนี้ที่ยังไม่ฟ้องต่อศาลก็ได้ (ฎีกาที่ 3726/2530) และดูฎีกาที่ 2269/2543 เจ้าหนี้ในมูลละเมิดแม้จะเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอนก็ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ ดูฎีกาที่ 3365/2540
ฎีกาที่ 261/2525 การฉ้อฉลหมายถึงนิติกรรมอันลูกหนี้ได้ทำลงโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และบุคคลที่จะเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้คือเจ้าหนี้ หาใช่ตัวผู้ทำนิติกรรมนั้นเองไม่
ฎีกาที่ 5207/2545 อำนาจฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ได้บัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าหนี้ ซึ่งรวมถึงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ไม่ว่าจะมีการบังคับคดีแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์อ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน และ จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทำนิติกรรมยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้
ฎีกาที่ 2269/2543 การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านั้นย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามมาตรา 214 เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวและต้องเสียเปรียบเนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลง ไม่พอชำระหนี้เพราะการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการฉ้อฉลได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือ เจ้าหนี้ยังไม่ได้ฟ้องร้องขอให้ชำระหนี้ก็ตาม
ทนายหนูเพียร สามนต์ 090-2361509 เห็นว่า ลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกต้องรู้ว่าทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
จึงจะเพิกถอนได้ ผู้ได้ลาภงอกหมายถึงผู้ที่ทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง แต่ถ้าผู้ได้ลาภงอกไม่รู้ถึงข้อความจริงดังกล่าว แม้จะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบก็จะขอให้เพิกถอนไม่ได้ ยกเว้นเป็นการให้โดยเสน่หา ลูกหนี้แต่ผู้เดียวรู้ว่าทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแม้ผู้ได้ลาภงอกไม่รู้ก็เพิกถอนได้
ฎีกาที่ 7929/2544 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรืออีกนัยหนึ่งมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้ บ. เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ กรณีเพียงแต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว นิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ก็ย่อมถูกเพิกถอนเสียได้
นางสาวตริตาภรณ์ ดีวงษ์ 081-8193514 เห็นว่า การเพิกถอนไม่กระทบสิทธิบุคคลภายนอกผู้สุจริต ดังนี้
การเพิกถอนตามมาตรา 237 ไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตก่อนฟ้องคดี (มาตรา 238 วรรคหนึ่ง) บุคคลภายนอกตามมาตรา 238 แตกต่างจากผู้ได้ลาภงอกตามมาตรา 237 กล่าวคือผู้ได้ลาภงอกหมายถึง ผู้ที่ทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง ส่วนบุคคลภายนอก หมายถึง ผู้ที่ได้รับโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้อีกทอดหนึ่ง ดูฎีกาที่ 3180/2540
ฎีกาที่ 3180/2540 ผู้ได้ลาภงอกตาม ป.พ.พ. มาตร 237 นั้น หมายถึงผู้ที่เป็นคู่กรณีทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง ส่วนบุคคลภายนอกในมาตรา 238 เป็นผู้ที่ได้รับโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ จำเลยร่วมทั้งสองเป็นผู้ได้รับโอนที่ดินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ จึงเป็นบุคคลภายนอกตามความหมายของมาตรา 238 หาได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 237 ไม่
ทายาทที่ได้รับมรดกของผู้ได้ลาภงอกมีฐานะเช่นเดียวกับผู้ได้ลาภงอกจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกตามบทบัญญัติมาตรา 238 ดูฎีกาที่ 743/2534
ฎีกาที่ 743/2534 จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากประทานบัตรที่พิพาทในอันที่จะนำมาชำระหนี้โจทก์ได้ ช. รับโอนประทานบัตรที่พิพาทโดยรู้ถึงความจริงดังกล่าว กรณีจึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของ ช. รับโอนประทานบัตรที่พิพาทมาในฐานะที่เป็นมรดก จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีไปกว่า ช. ซึ่งเป็นเจ้ามรดก เมื่อนิติกรรมการได้ประทานบัตรที่พิพาทของ ช. เป็นอันจะต้องถูกเพิกถอนเนื่องจากผลแห่งการกระทำของ ช. เอง จำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทจึงไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะที่เป็นบุคคลภายนอกได้
ทนายศักดิ์ชาย ทุ่งโชคชัย เห็นว่า อายุความเพิกถอนการฉ้อฉล มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้รู้ต้นเหตุ อันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือภายใน 10 ปี นับแต่ได้ทำนิติกรรม (มาตรา 240)
1. ถ้าเจ้าหนี้ที่ฟ้องเพิกถอนมีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล หมายถึงความรู้ของอธิบดีซึ่งเป็นผู้แทนผู้แสดงเจตนาของกรม ดูฎีกาที่ 2269/2543 , 743/2534
ฎีกาที่ 2269/2543 การรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 ในกรณีที่โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลหมายถึง การรู้ของอธิบดีซึ่งเป็นผู้แทนผู้แสดงเจตนาความประสงค์ของโจทก์ ไม่อาจถือว่าการรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลเพิกถอนการฉ้อฉลของพนักงานอัยการที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีแพ่งเดิมเป็นการรู้ของอธิบดีด้วย
ฎีกาที่ 743/2534 ขณะเกิดกรณีพิพาท ว. ดำรงตำแหน่งอธิบดีโจทก์ ว. จึงเป็นผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อนับระยะเวลาที่ ว. ในฐานะผู้แทนโจทก์ได้รู้ถึงเหตุที่จะขอเพิกถอนการโอนถึงวันที่โจทก์ฟ้องยังไม่เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ การที่เจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ ของโจทก์ทราบเรื่องที่จะขอให้เพิกถอนการโอน แต่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ในระดับต่าง ๆ ดังกล่าวมิใช่ผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จะถือว่าโจทก์ได้รู้ถึงสิทธิเรียกร้องดังกล่าวด้วยไม่ได้
2. กรณีที่มีผู้นำที่ดินของผู้อื่นไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วนำไปขายต่อการที่เจ้าของที่ดินฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีอายุความ และไม่อยู่ในบังคับอายุความเพิกถอนการฉ้อฉล ดูฎีกาที่ 7636/2538 , 5640/2541
ฎีกาที่ 7636/2538 ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองดูแลแทนโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์สินของโจทก์คืน ไม่อยู่ในบังคับอายุความเพิกถอนการฉ้อฉล
- PS ThaiLaw.com นำเนื้อหามาจาก หนังสือแพ่งพิสดาร ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
- PS ThaiLaw.com ได้นำฎีกาเต็ม 3180/2540 มาลงไว้แล้วครับ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
|
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3180/2540 |
|
โจทก์มีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1ให้เสร็จเด็ดขาดไป เหตุที่ไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในวันนัดเกิดจากการบิดพลิ้วของจำเลยที่ 1ที่ไม่ไปตามกำหนดนัด ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งทราบดีว่าจำเลยที่ 1 จะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เคยบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่โจทก์ และตั้งแต่จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจนกระทั่งขายให้จำเลยร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองแทน ผิดปกติวิสัยผู้ที่ทำการซื้อขายที่ดินกันโดยทั่วไป ไม่น่าเชื่อว่ามีการซื้อขายกันโดยสุจริตการที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ผู้ได้ลาภงอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237หมายถึงผู้ที่เป็นคู่กรณีทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรงส่วนบุคคลภายนอกในมาตรา 238 เป็นผู้ที่ได้รับโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ จำเลยร่วมทั้งสองเป็นผู้ได้รับโอนที่ดินพิพาทของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ จึงเป็นบุคคลภายนอกตามความหมายของมาตรา 238หาได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 237 ไม่
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2532 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ กับจำเลยที่ 1 ในราคา 300,000บาท โดยวางเงินมัดจำจำนวน 20,000 บาท กำหนดโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 25 กันยายน 2532 หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายอมเสียค่าปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ถือเป็นการผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปรับจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตซึ่งจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาและรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับและดอกเบี้ยจำนวน 81,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2โดยให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดเลขที่ 16549 แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีเพื่อจดทะเบียนกลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จับกุมคุมขังไว้และให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดเลขที่ 16549และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้จับกุมคุมขังไว้จนกว่าจะส่งมอบ และให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1
จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารท้ายฟ้องกับโจทก์ ลายมือชื่อในช่องผู้จะขายไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 16549 จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายประคอง มีล้ำและนางรัชภรณ์ มีล้ำ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต
จำเลยร่วมทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและปราศจากข้อผูกพัน โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2จำเลยร่วมทั้งสองเป็นบุคคลภายนอกไม่เคยทราบความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ทราบมูลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองมาก่อน จำเลยร่วมทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2กับจำเลยร่วมทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 16549 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมทั้งสองตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 และ 28 ตุลาคม 2535 ตามลำดับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้โจทก์ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 280,000 บาท แก่จำเลยที่ 1หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่2 มีนาคม 2539 นายสงคราม โตแสง ทายาทของจำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต
จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่11 กันยายน 2532 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1ในราคา 300,000 บาท วางเงินมัดจำให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน20,000 บาท ตกลงโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 25 กันยายน 2532หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด ยอมเสียค่าปรับ 60,000 บาท ต่อมาวันที่29 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุที่ไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในวันนัดดังกล่าวน่าเชื่อว่าเกิดจากการบิดพลิ้วของจำเลยที่ 1 ไม่ไปตามกำหนดนัด ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ราคาถึง 700,000 บาทสูงกว่าราคาที่ขายให้แก่โจทก์ 400,000 บาท แสดงให้เห็นถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 1 บิดพลิ้วไม่มาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ยิ่งขึ้น จำเลยที่ 2 เป็นบุตรเขยจำเลยที่ 1 มีบ้านอยู่ชิดติดกันมีอาชีพเป็นนายหน้าขายที่ดินด้วยกันย่อมทราบดีว่าจำเลยที่ 1 จะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เคยบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่โจทก์นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความว่า ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1ในราคา 700,000 บาท ชำระเป็นเงินสดให้จำเลยที่ 1ก่อน 300,000 บาท และรับภาระชำระหนี้นางสุวรรณาแทนจำเลยที่ 1 อีก 400,000 บาท จำไม่ได้ว่านางสุวรรณาคิดดอกเบี้ยเท่าไร ถ้านางสุวรรณาคิดเท่าไรก็จะจ่ายเท่านั้น และตั้งแต่ซื้อที่ดินพิพาทมาจนกระทั่งขายให้จำเลยร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2ไม่เคยมีโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองเลย ผิดปกติวิสัยผู้ที่ทำการซื้อขายที่ดินกันโดยทั่วไปจึงไม่น่าเชื่อว่ามีการซื้อขายกันโดยสุจริต ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1เสียเปรียบเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237
ส่วนฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองที่ว่าจำเลยร่วมทั้งสองได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237ซึ่งบัญญัติว่า เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองได้ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต ขณะที่ซื้อที่ดินพิพาทจำเลยร่วมทั้งสองไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า โจทก์ฟ้องคดีเพิกถอนการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2นั้น เห็นว่า ผู้ได้ลาภงอกในมาตรา 237 หมายถึงผู้ที่เป็นคู่กรณีทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง ส่วนบุคคลภายนอกในมาตรา 238เป็นผู้ที่ได้รับโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ จำเลยร่วมทั้งสองเป็นผู้ที่ได้รับโอนที่ดินพิพาทของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ จึงเป็นบุคคลภายนอกตามความหมายของมาตรา 238 หาได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 237 ไม่
พิพากษายืน
( ชวลิต ศรีสง่า - ไพโรจน์ คำอ่อน - วิเทพ ศิริพากย์ )
- หากท่านมีปัญหา เกี่ยวกับคดีต้องการปรึกษาทนายความ กรุณาติดต่อน้าสิด ที่เบอร์ 091-871 3937 หรือ E-mail: Pongrut.ku40@gmail.com นะครับ
30-11-58 ข่าว วิกฤตบูรพาพยัคฆ์ / ลอยแพ “บิ๊กโด่ง”


© 2015 All Rights Reserved