มาปรึกษาคดีกับน้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง 18-3-58
ต้นปี 2558 ตอนที่มีข่าวใหญ่เรื่องการโกงเงินของสถาบันการศึกษาแถวลาดกระบัง ถึงกว่าหนึ่งพันล้านบาท ขณะที่น้าสิด นั่งทำงานปรึกษาคดีฟื้นฟูกิจการ ที่สำนักงานทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ อาคารพิบูลย์คอนโด 1 ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 วงศ์สว่าง บางซื่อ กทม. 086-3779678 ได้รับ e-mail ถามเรื่องนี้เข้ามา เห็นว่าน่าสนใจ จึงช่วยกันเรียบเรียงบทความนี้ กับพี่ทนายชายน้อย น.บ.ท 59 (061-5768275) ทนายพี่ป้อม พันธ์ศักดิ์ พัวพันธ์ น.บท 64 (084-3336995) ทนายพี่เปิ๊ล อารดา ชัยเสนา น.บ.ท. 57 (081-6625518) เผยแพร่เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1382 บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบ ครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกัน เป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์
มาตรา 1622 พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่ เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้อง ภายในกำหนดอายุความตาม มาตรา 1754
มาตรา 1713 ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้อง ต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดั่งต่อไปนี้มาตรา 1718 บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้
(1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
(2) บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความ สามารถ
(3) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย
มาตรา 1722 ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสีย เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล
ข้อเท็จจริง
A ลูกสืบสิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดิน 18 ตารางวา ต่อจากพ่อได้หรือไม่
B พระตั๊วจะร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกพ่อได้หรือไม่
C ผู้จัดการมรดกเมื่อบวชเป็นพระ จะขาดคุณสมบัติเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่
ทบทวน ข้อกฎหมาย ps thailaw เห็นว่ามีข้อควรจำ ดังนี้ A เรื่องการโอนการครอบครองปรปักษ์
พี่ทนายชายน้อย น.บ.ท 59 (061-5768275) ให้ความเห็นดังนี้
1. การนับระยะเวลาครอบครอง ติดต่อกัน 10 ปี ตามมาตรา 1382 ให้นับระยะเวลาครอบครองของฝ่ายผู้ครอบครองเท่านั้น สามารถนับรวมกันได้ เมื่อครบกำหนด 10 ปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์ (ฎีกา ที่ 5086/2538)
2. ฎีกาที่ 170/2499 จำเลยซื้อที่ดินจากผู้ที่ได้ครอบครองปรปักษ์ต่อโจทก์ มากว่า 10 ปี จำเลยครอบครองมา 2 ปี จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์
ข้อควรจำ B พระภิกษุจะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมไม่ได้
พี่ป้อมทนายพันศักดิ์ พัวพันธ์ น.บ.ท. 64 (084-3336995) ให้ความเห็นจากนครศรีธรรมราชว่า
1. ตามป.พพ. 1622 ห้ามจะภิกษุฟ้องแบ่งมรดกจากทายาทญาติโดยธรรมคนอื่นๆ
2. ขอเน้นว่า ห้ามพระฟ้องแบ่งหรือฟ้องแย่งมรดกกับพี่น้อง เพื่อเอาทรัพย์มรดกมาเป็นของพระเอง (พระแย่งมรดกไม่ได้ ขัดหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาที่ว่า พระควรครองตนด้วยความ สะอาด สว่าง สงบ)
3. ทายาทโดยธรรม หมายถึงทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก (ในเรื่องนี้จากข้อเท็จจริง ลูกทุกคนมีสิทธิรับมรดก)
ข้อควรจำ C บุคคลต้องห้ามเป็นผู้จัดการมรดก
ทนายพี่วัน ปิยะวัน มีสุข (081-7356149) ให้ความเห็น ดังนี้
1. ป.พพ .1718 บุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้เป็นผู้จัดการมรดก มีดังนี้
-ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
-บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
-บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย
2. ดังนั้น พระจึงเป็นผู้จัดการมรดกได้ เพราะไม่ต้องห้ามตาม มาตรา นี้
ตอบปัญหา นี้
1. ทนายพี่เปิ้ล อารดา ชัยเสนา น.บ.ท 59 (081-6625518) ให้ความเห็นว่าพ่อซื้อที่ดินมีโฉนด 18 ตารางวา แม้ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขาย และไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน แต่เมื่อพ่อได้ครอบครองกว่า 10 ปี แล้ว พ่อย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนี้
2. พี่ทนายหนูเพียร 090-2361509 บอกว่า เมื่อพ่อตายที่ดิน 18 ตาราว่า จึงเป็นทรัพย์มรดก ของพ่อ ตกแก่ลูกทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของพ่อ
3. ทนายบอย โกวิทย์ แสงสากล 082-4560857 ออกความเห็นว่าเมื่อที่ดินตกแก่ลูกแล้ว ลูกทั้ง 3 คน ควรร้องศาลขอครอบครองปรปักษ์ เพื่อให้ศาลมีคำสั่ง และนำคำสั่งศาลไปให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนที่ดินเป็นของลูกทั้ง 3 คน
4. ทนาย ขัตติยะ นวลอนงค์ น.บ.ท. 62 089-4716329 ให้ความเห็นว่าที่ดิน 18 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้าง เป็นทรัพย์มรดกของพ่อ เมื่อศาลมีคำสั่งให้ตั๊วลูกคนโตเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อแล้ว ทำให้ตั๊วเพียงลำพังสามารถร้องขอ ครอบครองปรปักษ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้
5. ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท. 64 (085-1463778) ให้ความเห็นว่า แม้ตั๊วผู้จัดการมรดกพ่อ ตามคำสั่งศาล บวชเป็นพระ ก็ยังสามารถร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินได้ เพราะหากร้องในฐานะผู้จัดการมรดก ไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ มาตรา 1622 และ มาตรา 1718
6. สรุป น้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท. 64 (086-3779678) ขอฟันธงว่า
-พระในฐานะผู้จัดการมรดก ร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินได้ ด้วยตอนนี้ที่ดินมีชื่อเถ้าแก่ฉีเยาวราชเป็นเจ้าของในโฉนด
-แต่การจะให้ใครเป็นผู้ร้อง ทนายความที่ทำคดีควรพิจารณาอีกที ตาม 3 แบบตัวอย่างข้างล่างนี้ เช่น
1. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งของนาย ...ผู้ตาย.........โดยนาย.....หรือพระ.....ผู้จัดการมรดก ผู้ร้อง
2. นาย.......หรือ.....ผู้จัดการมรดกของนาย...ผู้ตาย.... ผู้ร้อง
3. นาย.....หรือพระ.....ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ที่ 1
นาย..ลูก 1.. ที่ 2......... ผู้ร้อง
นาย....ลูก 2.. ที่ 3
(ลูกที่ไม่ใช่ผู้จัดการมรดก ร้องร่วมอีกสองคนแบบที่3นี้ ฟุ่มเฟือย ไปหรือไม่-ควรคิดดีๆ คิดอีกทีนะครับ)
สำหรับฎีกาที่3473/2551 และฎีกาที่170/2499 ฉบับเต็ม น่าอ่าน จึงนำมาลงไว้ข้างล่างนี้แล้วครับ
หมายเหตุ น้าสิด ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ได้นำบทความนี้เผยแพร่เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชนครั้งแรกและเป็นบทความแรกของ เว็ปไซต์ www. psthailaw.com เมื่อ 27-3-2558หากประชาชนท่านใด มีปัญหาเกี่ยวกับคดีหรือมีข้อกฎหมายที่อยากปรึกษากับทนายความ กรุณาส่งอีเมล์ ถึงน้าสิดที่ pongrut.ku40@gmail.com หรือโทร 086 3779678 นะครับ
ถ้าท่านส่งอีเมล์มา น้าสิดจะติดต่อท่านกลับโดยเร็วที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ
ทีมทนาย + www.psthailaw.com ได้นำฎีกาฉบับจริงมาลงไว้แล้ว ครับ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
|
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3473/2551 |
|
ป.พ.พ. มาตรา 1382
ป.วิ.พ. มาตรา 288
ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง มิใช่สินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย และหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นหนี้ร่วม โจทก์ก็ไม่อาจยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลอดชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยด้วยการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทของผู้ร้อง โดยไม่วินิจฉัยปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ
การที่ จ. ได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาจากผู้ที่เป็นบิดามารดาและต่อมา จ. ก็ยกที่ดินพิพาทให้บุตรคือผู้ร้อง น่าเชื่อว่าหลังจาก จ. ได้รับยกให้ที่ดินพิพาทแล้ว จ. ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อจากบิดามารดาในฐานะเจ้าของจนกระทั่งยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อ จ. ครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี จ. ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แม้จะยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนจากบิดามารดามาเป็นชื่อ จ. ก็ตาม และเมื่อ จ. ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องในปี 2510 ผู้ร้องก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ได้รับการยกให้จาก จ. ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องเพราะผู้ร้องได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปี 2519 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในปี 2530 จึงไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องกลายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยแต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โจทก์ก็ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่สินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็น 2 งวด หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20849 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ มูลหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วม และผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย หนี้ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันสินส่วนตัวของผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด
โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง มิใช่สินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย และหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นหนี้ร่วม โจทก์ก็ไม่อาจยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทของผู้ร้อง โดยไม่วินิจฉัยปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ ได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องประกอบเอกสารหมาย ร.1 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่า เดิมที่ดินพิพาทมีชื่อนายจันและนางเจียนซึ่งเป็นปู่และย่าของผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเมื่อประมาณ 50 ปี มาแล้วบุคคลทั้งสองได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายจวงบิดาผู้ร้อง การยกให้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาปี 2510 นายจวงยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเข้าทำนาในที่ดินพิพาทจนกระทั่งปี 2530 จึงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เห็นว่า การที่นายจวงได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนายจันและนางเจียนผู้เป็นบิดามารดาและต่อมานายจวงก็ยกที่ดินพิพาทให้บุตรคือผู้ร้อง น่าเชื่อว่าหลังจากนายจวงได้รับยกให้ที่ดินพิพาทแล้วนายจวงได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อจากนายจันและนางเจียนในฐานะเจ้าของจนกระทั่งยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อนายจวงครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี นายจวงย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้จะยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนจากชื่อนายจันและนางเจียนมาเป็นชื่อนายจวงก็ตาม และเมื่อนายจวงยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องในปี 2510 ผู้ร้องก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ได้รับการยกให้จากนายจวง ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องเพราะผู้ร้องได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปี 2519 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในปี 2530 จึงไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โจทก์ก็ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่สินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น”
พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20849 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ของผู้ร้อง
(วีระชาติ เอี่ยมประไพ - ประทีป เฉลิมภัทรกุล - มนูพงศ์ รุจิกัณหะ)
|
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
ป.พ.พ.จำเลยซื้อที่ดินจากผู้ที่ได้ครอบครองเป็นปรปักษ์ต่อโจทก์มากว่า 10 ปี จำเลยครอบครองมา 2 ปี จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินบ้านตามโฉนดที่ 655 ตำบลช้างม่อยอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 89 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์มีเขตติดต่อตามสำเนาเอกสารหมาย ก.ท้ายฟ้อง จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินติดต่อที่ดินของโจทก์ทางด้านเหนือเมื่อเดือนตุลาคม 2496 จำเลยที่ 1-2 จะปลูกตึกจดแนวรั้วด้านเหนือของที่ดินโจทก์โดยถือเอาหลักเขต (หมุด) ที่มีอยู่เป็นแนวตึก โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบว่าจะปลูกตึกรุกล้ำที่ดินของโจทก์ไม่ได้ เพราะตามหลักเขต (หมุด) ไม่แน่นอน อาจเคลื่อนย้ายได้ โจทก์จะถือตามหน้าโฉนดเป็นใหญ่ ครั้นกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2497 จำเลยได้ก่อสร้างทำทางเดินติดกับกำแพงตึกของจำเลยด้านใต้ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ด้านเหนือกว้าง 70 เซ็นติเมตร ยาว 15.2 เมตร เป็นเนื้อที่ประมาณ 10.64 ตารางเมตร ตามแผนที่หมายเส้นสีแดงท้ายฟ้อง โจทก์ร้องต่ออำเภอขอให้จำเลยคืนที่ดินนั้นให้โจทก์ จำเลยไม่ยอม จึงขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนทางเดินเท้าออกเสีย และคืนที่ดินพิพาทซึ่งมีราคา 40,000 บาท ให้โจทก์ ถ้าไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้ราคา 40,000 บาท จำเลยให้การว่า เมื่อ พ.ศ. 2496 จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนายเอี่ยมตามโฉนดที่ 279 ซึ่งนายเอี่ยมซื้อและครอบครองมา 10 ปีเศษแล้ว อยู่ติดต่อรั้วด้านเหนือของโจทก์มีความยาวจากรั้วของโจทก์ และหลักหมุดไปทางทิศเหนือตามถนนวิชยานนท์ 9 เมตรลึกตามแนวรั้ว 13 เมตรครึ่ง ในการซื้อขายนี้โจทก์ได้ทราบดีมิได้คัดค้าน เมื่อราวเดือนตุลาคม 2496 จำเลยยื่นคำร้องต่อเทศบาลขอปลูกตึกลงในที่ดินดังกล่าว โจทก์เองยังได้ยินยอมให้จำเลยปลูกตึกชิดกับที่ดินของโจทก์ จำเลยมิได้ทำทางเดินรุกล้ำเข้าไป จำเลยปลูกตึกแล้วยังไว้ทางเดินจากรั้วของโจทก์ถึงตึกของจำเลยเกือบหนึ่งเมตรตามแผนที่สังเขปท้ายคำให้การ จำเลยซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและเป็นที่ดินซึ่งนายเอี่ยมผู้ขายได้ครอบครองมาเกิน 10 ปี หาได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ระหว่างที่ดินของโจทก์จำเลยได้มีรั้วกั้นอยู่ตรงกับหลักเขต (หมุด) มาช้านานกว่า 20 ปีเศษแล้วไม่ปรากฏว่าหลักเขตนี้ได้ถูกเคลื่อนย้ายอย่างใด ต้องถือว่าต่างได้ครอบครองที่ดินมาตามแนวรั้วและหลักเขตนั้นแม้ข้อเท็จจริงก็ไม่แน่ว่าที่พิพาทจะอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์หรือไม่ จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าที่ดินของโจทก์จำเลยอยู่ติดต่อกันโดยมีรั้วไม้จริงทำไว้บนฐานก่ออิฐกั้นเป็นเขตมา 10 ปีเศษแล้วรั้วนี้ทำตรงกับหลักหิน (หมุด) ตามคำโจทก์เองว่าเมื่อซื้อที่ดินจากนายยึดกวงราว 20 ปีเศษมาแล้ว ที่ดินของโจทก์ยังไม่มีโฉนดซื้อแล้วก็ขอรับโฉนดได้มา ตั้งแต่ซื้อก็มีสลักหินอยู่แล้ว ไม่มีใครมาขยับเขยื้อนหลักหินนี้เลย ส่วนที่ดินด้านที่เป็นของจำเลยเดิมเป็นของนายเขียน ๆ ขายให้นายยู่เอี่ยม หรือเอี่ยมกับพวกเมื่อ 12 ปีมาแล้ว นายยู่เอี่ยม หรือเอี่ยม ได้ครอบครองที่ดินด้านเหนือของรั้วนี้ตลอดมา จนเมื่อปี พ.ศ. 2496 นายยู่เอี่ยมหรือเอี่ยมได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 2 การครอบครองของโจทก์กับเจ้าของที่ดินทางด้านทิศเหนือต่างก็ครอบครองโดยถือรั้วเป็นเขตตลอดมา จนที่ดินด้านเหนือตกมาเป็นของจำเลย แล้วโจทก์จำเลยต่างจะปลูกตึกลงในที่ดินของตน จึงเกิดวัดเขตที่ดินกันขึ้นซึ่งบัดนี้โจทก์อ้างว่าที่ดินตามโฉนดของโจทก์ต้องกินข้ามรั้วเข้าไปทางทิศเหนืออีกโดยกว้าง 70 เซ็นติเมตร ยาวประมาณ 15.2 เมตร ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การครอบครองของเจ้าของที่ดินโดยถือเขตตามแนวรั้วที่กั้นอยู่เป็นเวลาช้านานกว่า 10 ปีมาแล้วรั้วก็กั้นเป็นเขตตามแนวหลักหิน จำเลยทำทางเดินก็ทำอยู่ในเขตรั้วด้านที่จำเลยครอบครองติดต่อมาจากเจ้าของเดิม มิใช่จำเลยเพิ่งบุกรุกเข้ามาดังโจทก์ฟ้อง จึงพิพากษายืน โจทก์ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาฟังคำแถลงคารมของคู่ความและปรึกษาคดีนี้แล้วข้อเท็จจริงได้ความชัดว่า รั้วที่กั้นเป็นเขตที่ดินของโจทก์และจำเลยนี้ โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างขึ้นเองตามแนวเขตมาเกือบ 20 ปีแล้วเมื่อก่อนที่นายเอี่ยมจะขายที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลย นายเอี่ยมก็ได้ครอบครองที่ดินตามแนวรั้วนั้นตลอดมา 10 ปีเศษ ครั้น พ.ศ. 2496 นายเอี่ยมจึงขายที่ดินให้จำเลย ๆ ก็เข้าครอบครองโดยถือสิทธิเป็นเจ้าของตามแนวรั้วเขตนั่นเอง หาใช่จำเลยเพิ่งจะบุกรุกที่ดินของโจทก์ดังที่กล่าวในฟ้องไม่ แม้ที่พิพาทจะอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์หรือไม่โจทก์ก็นำสืบไม่ได้แน่ชัดอย่างไรก็ดี ปรากฏว่านายเอี่ยมเจ้าของเดิม ได้ครอบครองที่พิพาทมากว่า 10 ปีแล้วโอนขายให้จำเลย ๆ เข้าครอบครองเป็นเจ้าของต่อมา จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1385 จึงให้ยกฎีกาโจทก์ โดยพิพากษายืน ให้โจทก์เสียค่าทนายความในชั้นนี้แทนจำเลยเป็นเงิน 400 บาท (ดุลยการณ์โกวิท - นนทปัญญา - นนทประชา)
|
© 2015 All Rights Reserved